การป้องกันมะเร็ง
- ลดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดมะเร็ง
- หลีกเลี่ยงและขจัดการได้รับสารก่อมะเร็งหรือภาวะต่างๆ ที่ส่งเสริมการเกิดมะเร็ง
- งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่
- งดการดื่มสุรามากเกินไป
- หลีกเลี่ยงที่จะได้รับสารหรือปัจจัยการก่อมะเร็ง
- รับประทานอาหารที่มีกาก-เส้นใย ให้มากกว่า 3.5 กรัมต่อวันเพื่อช่วยนำสารพิษออกจากระบบ
- รับประทานอาหารไขมันอิ่มตัวในปริมาณต่ำ ไขมันที่มากเกินจะทำให้เกิด ออกซิเดตีฟ สเตรส
- เสริมสร้างร่างกายให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระและมีภูมิคุ้มกันสูงสุด นั่นคือการรับประทานอาหารสุขภาพเพื่อการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อต่อต้านป้องกัน จึงเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง จากรายงานของ Dr.Glady Block พบว่า ผู้ที่รับประทานผักผลไม้มากที่สุด จะลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งทุกชนิดลงอย่างเด่นชัดเป็น 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ทานน้อยสุด นอกจากนี้ในวารสาร Cancer Research (1996) แสดงผลที่ดีของการให้โภชนาการเสริมด้วยวิตามินซี อีก และเบตาแคโรทีน เป็นเวลา 20 สัปดาห์ ต่อการทำอันตรายจากออกซิเดชันแก่ดีเอ็นเอที่ลดลงของผู้สูบและไม่สูบบุหรี่ วิตามินอียังป้องกันอันตรายต่อดีเอ็นเอที่เกิดจากการออกกำลังกายอีกด้วย
- เพิ่มพลังให้กับระบบภูมิคุ้มกัน การป้องกันในข้อ 1 และ 2 นั้น เรามุ่งหวังที่จะขจัดหรือลดปริมาณ ออกซิเดตีฟ สเตรส ต่อดีเอ็นเอในเซลล์ สำหรับการป้องกันในระดับนี้มุ่งเน้นไปที่ระบบซ่อมแซมที่น่าทึ่งของร่างกาย โดยการให้สารอาหารที่เพียงพอซึ่งจะทำให้เซลล์สามารถซ่อมแซมการชำรุดที่เกิดขึ้นแล้วได้ดี
การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมะเร็ง
- การวิจัยจากอินเดียโดยใช้วิตามินเอและเบตาแคโรทีน พบว่าการหายจากเยื่อบุเป็นฝ้าขาวได้เร็วเป็น 10 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอ้างอิง
- การศึกษาใช้เบตาแคโรทีน พบว่า 71% ของผู้ป่วยเยื่อบุเป็นฝ้าขาวคืนสภาพสู่เซลล์ปกติ
- การวิจัยในสหรัฐอเมริกาให้ผู้ป่วยได้รับเบตาแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี พบว่าเซลล์มะเร็งฟื้นกลับมาเป็นปกติ 60%
- การวิจัยร่วมหลายสถาบันในสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยที่ได้รับเบตาแคโรทีนอย่างเดียวพบว่ามีการตอบสนองที่ดี 56%
- การทดลองในหนูแฮมสเตอร์โดยทำให้เกิดมะเร็งที่เยื่อบุช่องปากแล้วให้เบตาแคโรทีน วิตามินอี กลูตาไธโอน และวิตามินซี แยกกันแต่ละตัวและรวมทุกๆตัว ปรากฏว่าได้ผลดีอย่างชัดเจนในทุกๆกลุ่ม และดีมากที่สุดในกลุ่มที่ได้รับรวมทุกตัว ทั้งนี้เป็นเพราะสารต้านอนุมูลอิสระหลายๆ ตัวทำงานเกื้อหนุนกัน (Synnergistic effect)
- มีการศึกษามากโครงการแสดงให้เห็นว่าหญิงที่มีระดับเบตาแคโรทีนและวิตามินซีต่ำ จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงอย่างเด่นชัดต่อการเกิดการแปรเปลี่ยนไปของเซลล์เยื่อปากมดลูก ซึ่งเป็นระยะก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง
- ผู้หญิงที่มีระดับเบตาแคโรทีนต่ำมีความเสี่ยง 2-3 เท่าต่อผู้ที่มีระดับสูง
- ผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีน้อยกว่า 30 มก./วัน มีความเสี่ยงเป็น 10 เท่าที่จะเกิด เซลล์เยื่อปากมดลูกต่อผู้ที่ได้รับมากกว่า 30 มก./วัน
- การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าผู้ที่มีโภชนาการขาด วิตามินเอ อี เบตาแคโรทีน และวิตามินซี เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก
- การให้เบตาแคโรทีนเสริมได้รับการยืนยันว่า สามารถป้องกันเซลล์เยื่อปากมดลูกไม่ให้กลายเป็นมะเร็งได้
- จากการทดสอบทางคลินิกหลายโครงการพบว่า ทั้งวิตามินซีและเบตาแคโรทีนมีบทบาททำให้เซลล์เยื่อปากมดลูกพื้นคืนกลับและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้
 การศึกษาต่างๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้สารต้านอนุมูลอิสระหลายๆ ตัวและหมายรวมถึงวิตามิน เกลือแร่ช่วยเสริมการทำหน้าที่กันสามารถช่วยในการป้องกันมะเร็ง จากข้อมูลข้างต้นเซลล์เยื่อบุเป็นฝ้าขาวและเซลล์เยื่อปากมดลูก ซึ่งเป็นระยะท้ายสุดก่อนที่เซลล์จะกลายเป็นมะเร็ง ยังสามารถฟื้นคืนกลับปกติได้ เป็นความสามารถที่ร่างกายซ่อมแซมตนเองได้ ถ้าได้รับการสนับสนุน เช่น ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ เป็นการป้องกันมะเร็งต่างๆ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย ที่สำคัญสารต้านอนุมูลอิสระนั้นปลอดภัยและสามารถรับได้ตลอดไป เพราะเป็นอาหารมากกว่าการเป็นยา
จากข้อมูลทางวิชาการที่นำเสนอมาข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าคำแนะนำของการแพทย์กระแสหลักที่ว่ารับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย ได้รับวิตามินต่างๆ ตามขนาดที่การแพทย์กระแสหลักแนะนำ (ซึ่งมีขนาดต่ำ) หรือหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั้น ไม่เพียงพอที่จะป้องกันมะเร็งได้ ต้องได้รับมากกว่านั้น โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ (ผักผลไม้ หรือโภชนะเสริม) รวมทั้งพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอื่นๆด้วย ในช่วงเวลานานพอควร นานเท่าใดไม่สามารถกำหนดได้อาจเป็นปีๆจึงได้ผลที่น่าพอใจ
|